5 สัญญาณเตือน! “ยางหมดสภาพ” ถึงเวลาต้องเปลี่ยน

  1. ดอกยางโล้น
    สังเกต: หน้าดอกยางสึกจนเรียบเสมอ “สะพานยาง” (ปุ่มนูนในร่องยาง)
    ผลเสีย: ยางหมดสภาพการรีดน้ำ เสี่ยงต่อการลื่นไถลหรือ “เหินน้ำ” เมื่อฝนตก
  2. ยาง “เหลี่ยม” (หน้ายางแบน)
    สังเกต: ยางเสียรูปทรงความโค้งตามธรรมชาติ หน้าสัมผัสแบนราบผิดปกติ
    ผลเสีย: รถทรงตัวไม่ดี เวลาเข้าโค้งจะรู้สึกฝืนๆ พวงมาลัยหนัก เลี้ยวยากขึ้น
  3. ยางแตกลายงา (ยางตาย)
    สังเกต: มีรอยแตกเล็กๆ ตามแก้มยางหรือร่องยาง เนื้อยางแข็งกระด้าง (ลองใช้เล็บจิกแล้วจิกไม่เข้า)
    ผลเสีย: ยางขาดความยืดหยุ่น การยึดเกาะถนนแย่ลง และเบรกไม่อยู่
  4. มีแผลลึก / บวมปูด
    สังเกต: พบรอยบาดลึกถึงชั้นผ้าใบ หรือแก้มยางบวมปูดออกมา
    ผลเสีย: อันตรายที่สุด! ห้ามฝืนใช้ต่อ เพราะโครงสร้างภายในเสียหาย มีโอกาส “ยางระเบิด” ได้ทุกเมื่อ
  5. อายุยางเกินเกณฑ์ (3-5 ปี)
    สังเกต: ดูรหัส DOT 4 ตัวท้ายบนแก้มยาง (เช่น 1022 = สัปดาห์ที่ 10 ปี 2022)
    ผลเสีย: หากยางอายุเกิน 3 ปี (จากการใช้งาน) หรือ 5 ปี (จากวันผลิต) เนื้อยางจะเสื่อมสภาพ แข็งกระด้าง และไม่เกาะถนน
5 สัญญาณเตือน! “ยางหมดสภาพ” ถึงเวลาต้องเปลี่ยน

คุณสมบัติยาง
1. รูปทรงยางแบบตัว V ช่วยเพิ่มสมรรถนะการยึดเกาะถนนที่ดี รวมถึงคงความสามารถในการรีดน้ำดีเยี่ยม
2. ใช้สารประกอบใกล้เคียงกับยางสนาม (Semi hot melt) เพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่บนทางแห้งที่สุด
3. โครงสร้างชั้นผ้าใบแบบพิเศษ 4 ชั้น ทำให้ยางระบายความร้อนได้ดี มีน้ำหนักที่เบากว่ายางทั่วไป และประหยัดน้ำมันโดยคงไว้ซึ่งความแข็งแรง
4. องศายางที่เข้าโค้งมากกว่ายางทั่วไป พลิกโค้งเข้าได้เร็ว เพิ่มความคล่องตัว สนุกทุกการขี่
5. ระยะเบรกที่สั้น ปลอดภัยในระดับสูงสุด